วันนี้ได้กลับบ้านแล้ว
นั่งนับวันรอวันที่ 16 มาตลอดเวลา
ออกมาจากกรุงเทพฯตั้งแต่เช้าวันที่ 6 ในที่สุดก็ได้กลับบ้านแล้ววันนี้
สงกรานต์ไม่ได้อยู่ร่วมเทศกาล
แต่ก้ไม่เป็นไร เพราะถึงอยู่ก็ไม่ได้เล่น
เสียดายอยู่อย่างเดียวคือ พี่เบิร์ดหยุดยาวช่วงนี้ต่างหากละ.. 
คิคิ
pattern นี้
หลังจากออกไป ซิ่งที่ฮาวาย (North Shore) กับเพื่อนๆมา
ก็ต่อด้วย กวม กลางคืน แบบ ทำไปและทำกลับเลย
และประเทศสุดท้ายที่ได้ไป คือ เวียดนาม
สายการบินโอ๋ เพิ่ม route เวียดนาม (ไซ่ง่อน) มาเมื่อ ปลายปีที่แล้วนี้เอง
โอ๋เพิ่งมีโอกาสได้ไปครั้งแรก

ถึงไซ่ง่อน วันที่ 13 เมษายน ตอน 22.30 (+GMT เท่าประเทศไทย)
สิ่งที่ประทับใจแรกคือ สนามบิน
อาจเพราะว่า สนามบินที่นี่เพิ่งสร้างใหม่
สนามบินของเขาจึงสะอาดมาก..กกก พื้นเป็นมันเงา
ถึงจะไม่ใหญ่โตเท่าสุวรรณภูมิบ้านเรา แต่สะอาดกว่าเยอะมาก
การตรวจคนเข้าเมืองของที่นี่เคร่งครัด หน้าตาของเจ้าหน้าที่ดุดัน จริงจัง
ผิดกับของบ้านเราที่ ไม่ต้องใช้เอกสารมากมาย
เดินผ่าน customs declaration กันตัวปลิว
เจ้าหน้าที่มองหน้าจอ computer อย่างมุ่งมั่น
แต่พอหันไปมองกลับอ่านกระทู้อยู่
(แต่แบบนี้ก็ดี)
อากาศร้อนอบอ้าวไม่ต่างจากบ้านเราเลย
รู้เลยว่า สงกรานต์บ้านเรา หนุ่มสาว ต้องโต้แดดกันดำแน่ๆ
สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจคือ
ตลอดเวลาที่นั่งรถผ่านไปตามถนนของที่นี่
ถ้าเรามองไปที่สวนสาธารณะ
เราจะเห็นมอเตอร์ไซค์จอดกันเป็นระยะๆ และมีหนุ่มสาวจับคู่นั่งบนม้าหิน ตลอดสวน
และกำลังจูบกันอยู่อย่างดูดดื่ม
ขอย้ำว่า จูบอย่างดูดดื่ม ไม่ใช่แค่ จูจุ๊บ...
และที่นี่ ทำแบบนี้กันเยอะมากกกกก...กก
จนเป็นเรื่องปกติ
แต่พวกเรา บนรถ มองออกไป ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ระคนกับความรู้สึกอื่นๆ
จนลืมไปว่า ประเทศนี้ นับถือศาสนาคริสต์ และตกเป็นเมืองขึ้นของ ฝรั่งเศสเป็นเวลายาวนาน
นี่ไง ที่มาของ French kiss ที่เห็นตามสวน
อิอิ
ถึงโรงแรมแล้ว
ไม่ไกลจาก สนามบินมากนัก

นอนแค่คนเดียว

อยู่ตามลำพัง

ในห้องกว้างๆ
14 เมษายน 2551
ณ ประเทศเวียดนาม

โอ๋ กับ เจ้านิด(ที่กลิ้งอยู่บนเตียง)

สาวๆชาวไทย 5 นาง(สาว) มีนัดกันกินอาหารเช้าแบบ buffet ของโรงแรมตอน 8.30
เพื่อของกิน เราตื่นไหว!
สมาชิกในกลุ่ม มี พี่บิว (พี่)ออม โอ๋ น้องน้ำเพชร และ แอม
[(พี่)ออม และ แอม เป็นเด็ก มธ. และคณะเดียวกัน แค่ต่างเอกกัน
โอ๋เคยรู้จัก(พี่)ออม มาก่อน...ถึงแม้เราจะรู้ว่าเราเป็นคนวัยเดียวกัน รุ่นเดียวกัน
แต่ด้วยระบบเคารพรุ่นพี่ สั่งสมให้เรา กระดาก หากจะเรียกแค่ชื่อลอยๆ มันติดเป็นนิสัยไล้วที่ต้องเรียกตามรุ่น]



หลังจากกินอาหารเช้ากันเสร็จ
เราก็กลับไปเตรียมตัวออกไปตะลอนทัวร์ข้างนอก
นัดกันตอน 10.30
เราห้าคนลงมาแลกเงินเป้นสิ่งแรก
โอ่ใช้เงิน dollar และ yen แลกเงิน dong
(100000 dong=200 bath)
มีเงินในมือ สามแสนกว่าๆเกือบสี่แสน
ค่าเงินที่นี่ นับหน่วยมาก เหมือนของ อินโดนีเซีย เลย เล่นเอามึนกับตัวเลข
เรา 5 คน ออกไปข้างนอกด้วยรถของโรงแรม
สิ่งที่น่าตื่นเต้นของที่นี่ และเป็นเอกลักษณ์ไปแล้วคือ
บรรดานักซิ่ง สิงห์มอเตอร์ไซค์ ที่นี่ มีเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกก...กกกก
นั่งรถผ่านไปทางไหนก็เห็นแต่มอเตอร์ไซค์เกลื่อนเมือง
รถยนต์ นับคันได้
และตลอดทั้งวันจะได้ยินเสียงบีบแตรรถ
ก่อนมาท่นี่ โอ่ได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับรถของที่นี่มาเยอะมาก
หลายคนบอกว่า เวลาข้ามถนน ไม่ต้องกลัว
เพราะถ้าเรามัวกะยึกกะยัก ไม่ยอมข้าม กล้าๆ กลัว รับรอง ไม่ปลอดภัย
หากคิดจะข้าม พอไฟเขียวให้ข้าม ต้องข้ามเลย รถจะเบรกเอง
คนที่นี่ เคยชินกันแล้ว เวลาข้ามถนน ไม่เห็นเขามองซ้าย ขวา กันเลย
แดดวันนี้ ร้อนแรงมากกก
แสบผิวเป็นที่สุด (กว่าจะบ่มได้ขนาดนี้ ฮ่าๆ)
ภารกิจแรกที่เราทำกัน หลังลงจากรถคือ หาวิวสวยๆถ่ายรูป
น้องน้ำเพชร มาที่นี่หลายหนแล้ว จึงขอนำขบวน พาเราไป Opera house ของที่นี่
แท่น
แทน
...
..
.
แท๊นนนนน~


สถาปัตยกรรมตึก สิ่งก่อสร้างของที่นี่ เป็นสไตล์ตะวันตกส่วนใหญ่





จากจุดหนึ่ง เราเดินไปอีกจุดหนึ่ง
พวกเราทนอยู่กับที่ไม่ไหว เพราะว่าอากาศมันร้อนอบอ้าวจริงๆ
เหงื่อไหลตลอดเวลาจนได้กลิ่นอับของเหงื่อ
เราตัดสินใจเดินไปแถว รุปปั้น ลุงโฮ (ลุงโฮจิมินห์)
ไม่ไกลจากจุดแรก ก็ถึงรูปปั้น
รูปปั้นที่ตั้งอยู่ด้านหน้าตึก (น่าจะเป็นตึกกเกี่ยวกับการเมืองการปกครองสักอย่าง)




ลุงกับเด็ก

เด็ก กับ ลุง??


จากมุมเดิม แต่เดินไกลออกมาจากรุปปั้น
เพื่อหามุมใหม่ๆ




พวกเราอยู่สู้แดดต่อไม่ไหวแล้ว ตัดสินใจมุ่งหน้าไป ตลาดขายของ
ระหว่างทางไป ก้ถ่ายรุปไปเรื่อยๆ

(ฝีมือ พี่ออม)



เราเดินวนเพื่อหาทางไปตลาดกันอยู่นานสองนาน
ร้อนก็ร้อน
พี่ออม เสนอไอเดียดีๆขึ้นมาว่า พวกเราควรจะแวะหาอะไรเย็นๆหวานๆ ทานกันก่อน
พี่ออมเคยมาแถวนี้ มีร้านอาหารร้านหนึ่งอร่อย
จากเป้าหมายคือตลาด เปลี่ยนมาเป็นร้านอาหาร
เราเดินหาร้านกันสักพัก
ก็เจอ...
คนเยอะสมคำร่ำลือว่าอร่อย
แต่เราทั้งห้าก้ได้ที่นั่งจนได้

อ่านว่า "ควานอัง"
ภาษาเวียดนาม ออกเสียง "ง" เป็นส่วนใหญ่
อย่างเช่น Nguyen ตอนแรกพวกเราเห็นคำนี้ เราอ่านว่า งูเย็น
แต่จริงๆแล้ว อ่านว่า "เหงียน"

พวกเราสั่งขนมหวาน และเครื่องดื่ม
พนักงานเสิร์ฟที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นชาย ที่ท่าทางดูกวนๆ
ถึงพวกเราจะสั่งขนมหวาน แต่ก็มีเงินกินของคาวนะยะ..~~

(พี่)ออม พี่บิว โอ๋ น้องน้ำเพชร แอม

โอ๋ และน้องน้ำเพชร

(พี่)ออม และ โอ๋



หลังจากชื่นใจกับของหวานและเย็น
พวกเราก็พร้อมจะเดินหาตลาดกันต่อ
แล้วเราก็เจอโดยไม่ยากเย็น(อย่างที่คิด)
แต่ละคนต่างได้ของติดไม้ติดมือ
แต่ไม่มีภาพติดกล้อง เพราะเพลินกับการเลือกซื้อของ
อิอิ
แล้ว โอ๋ก็จำขึ้นได้ว่า นุทเคยแนะนำว่า Abercombie ของแท้ made in Vietnam
(ตามป้ายที่ shop ใน US)ราคาถูก
โอ๋แจ้งข้อมูลใหม่แก่ทุกคน
จากนั้นไม่นาน เป้าหมายของเราคือ ตามหาแหล่งขาย Abercombie
กว่าจะได้ความ
เรารู้ว่า ต้องไปที่ ไซ่ง่อน สแควร์ ชื่อตลาด Pastuer
ความพยายามอยู่ที่ไหน สมกับคำกล่าวอ้างว่า "ความสำเร็จอยู่ที่นั่น"
เราเจอแหล่งในที่สุด
ป้ายติดเสื้อบอกราคาหลายดอลลาร์
แต่นั่นเป็นเพียงราคาตามป้าย
พอถามถึงราคาจริงเรต้องยิ้มกับคำตอบ 4 dollar หรือ 5 เพียงเท่านั้น
แถมต่อได้อีก (บางร้านนะคะ เพราะแม่ค้าที่นี่ หน้างอมาก)
เราใช้เวลาเลือกซื้อกันอยู่นาน
ในที่สุดก็ยอมจำนนกับจำนวนเงินที่เหลืออยู่ในกระเป๋า
เราตัดสินใจนั่ง taxi กลับโรงแรม

ค่า taxi ก็แสนถูก (เมื่อเทียบกับไทย)
ขนาดรถติด แล้วยังหารกันคนละ 20 บาท
ถึงห้อง ก็ต้องรีบพักผ่อน
วันนี้ไปตากแดดกันมาจนโทรม
เดี๋ยวคืนนี้ต้องทำงานต่อ
แต่..
..
.
ในความเป็นจริง
ตอนนี้ กำลังจะกลับไทยคะ
คิดถึงบ้านเกิดแล้ว
กลับบ้านเรา (ป๋า แม่ น้อง ญาติๆ พี่เบิร์ด)รัก รออยู่
ปล.จะได้กลับไปเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาด้วยละ
ปล.วันนี้ ป๋าอนุญาตให้พี่เบิร์ดมารับที่สนามบินได้ เย้ๆ
ปล.นุท เสียใจด้วยจากใจจริง
ปล.หวังว่า น้องๆที่มาอ่านไดอารี่และมีความฝันแบบเดียวกัน ที่กำลังคิดว่า แบบเรา จะทำงานของที่นี่ได้หรือ
ที่นี่ เราไม่ได้เน้น ต้องหน้าหวาน กิริยาหวาน จะหน้าตาแนวไหนก็ทำได้
แต่ขอให้อดทน และมองโลกด้านดี
ปล.แล้วรออ่านกันต่อนะคะ อิอิ