ไปทำ passport มาเรียบร้อยแล้ว เมื่อสายๆของวันศุกร์
ทำไม่นานก็เสร็จ
แล้วก็ไปเรียน พิเศษภาษาญี่ปุ่นต่อเลย กับ อาจารย์ เมกุมิ วาตานาเบ้

[[[ที่จริง โอ๋เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นเองแล้ว เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว
ด้วยความชอบส่วนตัว และ มุ่งมั่นว่า จะต้องได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นแน่ๆ
จึงไปหาเรียนเอง ที่ JLS แต่ไม่ต่อเนื่อง
แต่ก็เสียดายที่ไม่ได้เรียนตั้งแต่ มหาวิทยาลัย
ท้าวความไปเมื่อตอนมัธยม ตอนจะขึ้น ม.4
โอ๋ตั้งใจแน่วแน่ว่า ตัวเองจะเลือกเรียน สาย ศิลป์-ภาษา(ฝรั่งเศส)
เพราะโอ๋ชอบเรียนภาษามากกว่าเรียนเลข
และ เริ่มคิดว่าตัวเองอยากเป็นอะไร
ไม่ใช่ว่า ไม่เคยฝันจะเป็นหมอ
โอ๋เชื่อว่า เด็กๆเกือบทุกคน น่าจะเคยฝันอยากเป็นหมอ
แต่พอโอ๋เรียน เลข ม.3 ซึ่งเรียน 3 ตัว เลขหลัก และเสริมอีกสอง
ทำให้รู้สึกว่า
ทำไม? มันวุ่นวายจัง
ทำไม? มันต้องมีผลลัพธ์ตายตัว
ทำไม? มันไม่ให้เราจินตนาการ เลือกที่จะตอบละ
เลยคิดว่า ถ้าเป็นหมอ คงไม่รุ่งนะเรา
เพราะก็กลัว เครื่องใน เลือด และอะไรต่ออะไรด้วย
พอเหลือ ตัวเลือกอาชีพในฝันน้อยลง
ก็ รู้ว่า ต้องเลืกสายศิลป์- ภาษา
น่าจะดีที่สุด
ด้วยโรงเรียนมัธยมโอ๋ มีแต่ ภาษาฝรั่งเศส
โอ๋จึงเรียน ภาษานี้
และก็เรียนได้ ดี ในความคิดตัวเอง
เพราะไม่เคยได้เกรด ฝรั่งเศส น้อยกว่า 4 เลย
เริ่มคิดว่า "ฉันอยากเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศสนะ"
สนุกดี
แต่ อยู่ดีๆ ก็ได้รู้จักอาชีพในฝันของสาวๆ
นั่นคือ แอร์โฮสเตส ตอนอยู่ ม.6 (จำไม่ได้แล้วว่า รู้จักได้อย่างไร)
จึงตั้งใจว่า "ฉันจะต้องเป้นแอร์โฮสเตสให้ได้"
และเข้าใจแบบผิดๆมาตลอดว่า
คนจะเป็นแอร์ได้ ต้องเรียนภาษาเท่านั้น
ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ใช่เลย
จะเรียนอะไรก็เป็นได้
ขอแค่ ตั้งใจจะเป็นจริงๆ ชอบจริงๆ
ตอนโอ๋เข้า ปี 1 ธรรมศาสตร์นั้น
ก็ยังเรียนวิชาทั่วไป แต่พอเทอม 2 ต้องเลือกเรียนวิชาที่เราจะเลือกเป็นเอก
ตอนแรก อยากเรียนญี่ปุ่น เป็นโท
เลือกฝรั่งเศสเป็นเอก
เพราะเรียนมา และรู้สึกดี
แต่ เหนือฟ้า ยังมีฟ้า
เราอาจเคยเป็นหัวหมา
แต่อย่าลืมว่า หางเสือย่อมดี กว่าหัวหมา
คำนี้ อาจารย์ตนมัธยมโอ๋เคยพูดไว้
โอ๋เคยเป็นหัวหมา มาจาก โรงเรียน
แต่ยังมีหางเสืออีกมากมาย
โอ๋เรียนฝรั่งเสสได้ 1 เทอม และรู้สึกว่า
ทำไม? เราด้อยกว่าคนอื่นจัง
พอถึงวันที่ต้องเลือก
พิจารณาตัวเองแล้ว คิดว่า เรียนฝรั่งเศสแล้วไม่น่าจะรุ่ง
(รู้สึกเสียดายเวลาที่อุตส่าห์เรียนมา และตอนนั้น ยังไม่รู้จักคำว่า "มานะ")
โอ๋ทิ้งฝรั่งเศส และเริ่มจะหันไปหาญี่ปุ่น
แต่ก็ไปรู้มาว่า เด็กเรียนเอก ญี่ปุ่น เรียนกันหนักมากๆ
สอบกันทุกคาบ ทุกวัน
ใจมันไม่สู้
ใจมันท้อ
หวังแค่ว่า เรียนมหาวิทยาลัย อยากเรียน ได้เกรดดีๆ
แต่ลืมคิดว่า เกรดดี แต่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียน
จะมีอะไรดี กว่าเลือกเรียนที่เราชอบ
แต่มันก็สายเกินไป
โอ๋เลือกเอกภาษาศาสตร์ โทภาษาอังกฤษ
โอ๋อยากย้อนเวลาไป
อยากกลับไปเป็นเด็ก เอกภาษาญี่ปุ่น
เพราะอย่างน้อย โอ๋ก็รุ้แล้วว่า โอ๋จะได้ใช้ภาษานั้น ตอนไหน]]]

กลับมาที่อ่านค้างไว้ต่อนะคะ
อิอิ
อาจารย์ เมกุมิ น่ารัก และเป็นกันเองมากๆ
เรียนกันที่สำนักงานที่อาจารย์ซื้อไว้
ซึ่งเป็นบ้านหลังหนึ่งนั่นเอง




ที่ที่เรา ใช้เรียนกัน



โอ๋ตัดสินใจเรียนที่นี่ ไม่ไปเรียนกับตาต้า
เพราะ การเดินทาง จากดอนเมือง ไปสีลม สำหรับโอ๋ ไม่ใช่เรื่องง่าย
ในทุกเช้าๆของทุกๆวัน มันเหนื่อยน่าดู
แต่เรียนกับ อาจารย์ เมกุมิ แถว วัดเสมียนนารี ใกล้หอโอ๋
เรียนแบบตัวต่อตัว
อาจจะเรียนแพงกว่า ชั่วโมงน้อยกว่า
แต่ก็น่าจะคุ้มค่าราคา
เพราะอาจารย์ เคยเป็นอาจารย์สอน trainnee ของสายการบิน JALways อยุ่ 5 ปี
และอาจารย์ก็เคยเป็นแอร์ ของสายการบินญี่ปุ่นเช่นกัน
ไปถึง ก็บังเอิญเจอเพื่อนคนหนึ่ง เพิ่งได้แอร์มาเหมือนกัน
เขามาเรียนก่อนแล้ว เขาเรียนรอบเช้า

โอ๋ กับ อิ๊บ

แนะนำตัวกัน ก็รู้ว่า
เธอชื่อ "อิ๊บ" จบจาก ธรรมศาสตร์เหมือนกัน
แต่โชคดีของอิ๊บ ที่ยังไม่ได้เทรน
จึงมีเวลาเตรียมตัว


พออิ๊บกับไป
คุยกับอาจารย์สักพัก (อาจารย์พูดไทยชัดมาก)
ก็เริ่มเรียน
ขุดเอาความรู้เก่าตอนโอ๋เคยไปเรียนเอง มาใช้ ก็ยังไม่มีอะไรมาก
แต่ รู้ว่า ภาษาญี่ปุ่น ยากกว่าที่คิด
ออกเสียงผิดนิดเดียว ความหมายผิด
ตกตัวใดตัวหนึ่งในคำ ก็ความหมายผิด

ยากๆๆๆ
แต่สู้ๆๆๆ
อีกไม่กี่วัน โอ๋ก็จะสอบอ่านภาษาญี่ปุ่นแล้ว
รวดเร็วทันใจจริงๆ
เคยรู้มาว่า มีคนที่ เรียนตอนช่วงเทรน
ร้องไห้ อ้วกกันไปเลยก็มี
อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด 
อย่างน้อย สิงที่โอ๋รู้สึกได้ตอนนี้คือ
เวลาเป็นสิ่งมีค่า ทุกช่วงเวลา เราสามารถศึกษาหาความรู้ได้
เวลาไม่เคยรอใคร
เวลา เป็นสิ่งสำคัญ มนุษย์จึงมักใช้ เวลา มาเป็นคำพูดมากมาย เช่น
ฆ่าเวลา กินเวลา เสียเวลา

ถ้าโอ๋ย้อนเวลาไปได้
โอ๋อยากจะเรียนภาษาญี่ปุ่น และจะเรียนอย่างตั้งใจ
เพราะโอ๋มีจุดมุ่งหมายในชีวิต
ปล.หนูสู้ๆๆ
ปล.เลิกขี้เกียจซะดีๆ
ปล.ไม่ได้ตามอ่านไดอาเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆเท่าไหร่ แต่ขอบคุณที่ติดตามกันเสมอๆคะ